(บทความนี้ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือพิมพ์ “สยามธุรกิจ” ฉบับวันที่ 6-8 มกราคม 2553)
บ่อยครั้ง ที่เราได้ยินผู้คนในสังคมพูดถึง “3G”
ไม่ว่าจะเป็น ในแง่ของการพิพากษ์วิจารณ์ นโยบายภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะเป็น ในแง่ของเทคโนโลยี ว่ามันจะดีกว่า เร็วกว่า เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมอย่างไร
สิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ ก่อให้เกิดคำถามและข้อสงสัยต่างๆมากมาย
แม้ว่า จะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่าน เข้ามาช่วยตอบคำถามและข้อสงสัยเหล่านี้
แต่ดูเหมือนกับว่า คำถามเหล่านี้ ก็ยังคงไม่คลายความสงสัย ไปจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้
“เราจะได้ประโยชน์อะไรจาก 3G”
“3G” เป็นชื่อเรียกของการสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (Mobile Network) ที่เน้นความสำคัญของการใช้งานข้อมูลข่าวสาร นอกเหนือไปจาก การให้บริการสื่อสารด้วยเสียง (Voice Call โทรออก รับสาย) และ ข้อความ (SMS และ MMS) ในปัจจุบัน
“3G” เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อรองรับความต้องการด้าน “ข้อมูล” และ “เนื้อหา” ที่มีสูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, เพลง หรือวิดีโอ
และเพื่อให้ตอบโจทย์ ตรงกับความต้องการดังกล่าว ความเร็วในการเคลื่อนย้ายถ่ายเทข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ของ “3G”
อาจจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า “3G” คือ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่วิ่งอยู่บนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือนั่นเอง
คำถามที่ตามมา คือ ในเมื่อเรามีอินเตอร์เน็ตความสูงใช้งานตามบ้านอยู่แล้ว เหตุใด จึงต้องการ “3G” อีก
คำตอบ อยู่ที่ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงตามบ้าน หรือที่นิยมเรียกกันว่า ADSL หรือ Fixed Broadband ถูกจำกัดด้วยการ “ลากสาย” หรือที่เรียกกันว่า “Last Mile” จากชุมสายโทรศัพท์ โยงเข้าไปถึงหน้าบ้าน
(อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของ “Fixed Broadband” คือ การใช้ สายโทรศัพท์ เชื่อมต่อกับ Modem )
เพราะ “Fixed Broadband” เป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่วิ่งอยู่บนสายโทรศัพท์ ทำให้ “สาย” เป็นสิ่งจำเป็นในการเชื่อมต่อและเข้าถึง
ตรงนี้เอง คือ จุดที่แตกต่างจาก “3G” อย่างสิ้นเชิง เพราะ “3G” ไม่ต้องการ “สาย” ใดๆ เพราะอินเตอร์เน็ตวิ่งอยู่บนเครือข่ายมือถือ ก็เปรียบเสมือนข้อมูลต่างๆ วิ่งอยู่ในอากาศ
ทำให้ง่าย ต่อการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพราะไม่ต้องลงทุน ลากสายใดๆ ขอแค่มีสัญญาณมือถือ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตได้แล้ว
(อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของ “3G” คือ “air card” ที่สามารถพกติดตัวและเสียบใช้กับคอมพิวเตอร์และโน้ตบุค ได้ในทุกที่)
จากสถิติ จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า จำนวนโทรศัพท์บ้าน (Fixed Line) มีเพียง 7 ล้านเลขหมาย เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนกว่า 20 ล้านครัวเรือน
หมายความว่า มีจำนวนครัวเรือน กว่า 75% ที่ไม่มี โทรศัพท์บ้านใช้
เมื่อเทียบกับ จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ที่มีกว่า 65 ล้านเลขหมาย หรือ เกิน 100% ของประชากรในประเทศ
ประโยชน์ ของ “3G” จะเห็นเด่นชัดมากขึ้น เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลน โทรศัทพ์บ้าน
มักจะเป็นพื้นที่นอกเขตเมือง ตามชานเมืองต่างๆ และต่างจังหวัด
เพราะความเจริญ มักกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองหลวงและเขตในเมืองเท่านั้น โอกาสเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของคนในกรุงเทพมหานคร จึงมีสูงกว่าคนที่อยู่ต่างจังหวัดหรืออยู่ตามชานเมือง อย่างไม่ต้องสงสัย
การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ จึง ง่ายและสะดวกกว่า “Fixed Broadband” มาก
เพราะการที่จะพัฒนาระบบโทรศัพท์บ้านให้ใช้งานได้ครอบคลุม เพียงพอต่อการใช้งาน เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต จะต้องใช้ลงทุน ทั้งเงินและเวลา มหาศาล
กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการการใช้งานอินเตอร์เน็ตของประชาชนในประเทศได้
เพราะหนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญของ “3G” คือ โอกาส ที่ประชาชน จะเข้าถึงข่าวสาร ข้อมูลและขุมทรัพย์ทางปัญญาออนไลน์ ที่มีค่าประเมินไม่ได้ นั่นเอง